วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กิจกรรม วิถีชีวิต (เศรษฐศาสตร์) การทำสวนยางพารา ตอนที่ 4

การปลูกต้นยาง
          ใบอ้อยเป็นโรงงานทำน้ำตาลที่แท้จริง  เพราะสามารถสร้างน้ำตาลจากวัตถุดิบง่ายๆ  คือ  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศและน้ำจากดินโดยมีแสงแดดเป็นพลังงาน ขบวนการนี้เรียกว่าการสังเคราะห์แสง (photosynthesis)  ส่วนโรงงานทำน้ำตาลนั้นเป็นเพียงผู้สกัดเอาน้ำตาลซึ่งมีอยู่แล้วออกมาจากอ้อยเท่านั้น
          ขบวนการสังเคราะห์แสง  เป็นขบวนการที่พืชสีเขียวเปลี่ยนพลังงานจากแสงแดดเป็นพลังงานเคมีซึ่งอยู่ในรูปของน้ำตาลและแป้ง เป็นต้น
          ภายในใบอ้อยรวมทั้งพืชสีเขียวทั่วไป จะมีรงคสารสีเขียวเรียกว่า คลอโรฟีลล์ อยู่มากมาย ทำให้ใบเป็นสีเขียวทั้งใบ ภายในใบมีช่องเปิดเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ แต่ด้านล่างมีมากกว่า  ช่องเปิดนี้เรียกว่า ปากใบ (stomata) ทำหน้าที่ถ่ายเทอากาศของน้ำของใบ
          ขบวนการสังเคราะห์แสง อาจแสดงให้เห็นง่ายๆ ด้วยสมการต่อไปนี้
                จากสมการแสดงว่า ในการสร้างน้ำตาลกลูโคส   (C6H12O6) ๑ โมเลกุลนั้นต้องใช้วัตถุดิบ คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ๖ โมเลกุล 

และน้ำ ๑๒ โมเลกุล  นอกจากน้ำตาลแล้วยังมีออกซิเจนซึ่งมาจากน้ำ ๖ โมเลกุล และน้ำอีก ๖ โมเลกุล
          การสังเคราะห์แสงมิใช่เป็นขบวนการง่ายๆ  เช่นที่ปรากฏตามสมการข้างบน แต่เป็นขบวนการที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนประกอบด้วยปฏิกิริยา ๒ ขั้น  คือ ขั้นแรก เป็นการเปลี่ยนพลังงานแสงแดดซึ่ง  เป็นพลังงานที่ไม่สามารถเก็บได้โดยตรง ให้มาอยู่ในรูปสารเคมีที่ให้พลังงานสูงคือ NADPH (nico- tinamide adenine dinucleotide phosphate) และ ATP (adenosine-5-triphosphate) ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นในขณะที่มีแสงเท่านั้น จึงเรียกว่าปฏิกิริยาต้องการแสง  หรือ  "light reaction" ขั้นที่สอง เป็นการนำพลังงานที่ได้จากขั้นแรกมาใช้ในการตรึงก๊าซ CO2 จากอากาศที่เข้าไปในใบทางปากใบและ CO2 จะถูก เปลี่ยนไปเป็นสารประกอบหลายอย่างด้วยการช่วย เหลือของเอนไซม์  (enzyme) หลายชนิดซึ่งทำหน้าที่ โดยเฉพาะเจาะจงจนกระทั่งได้เป็นน้ำตาล  ปฏิกิริยานี้ไม่ต้องใช้แสง  จึงเรียกว่า  ปฏิกิริยาไม่ต้องการแสง  หรือ  "dark reaction"  สารประกอบต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง CO2 เข้าไปในใบนับว่าเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป  คาลวิน (Calvin)   และผู้ร่วมงาน ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสาหร่าย และพืชบางชนิดที่ได้รับ C14O2
(radioactive carbon
dioxide) และได้เสนอวงจร (cycle) ของ CO2  ที่สมบูรณ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๖  วงจรนี้จึงเรียกว่า วงจรคาลวิน (Calvin cycle) ตามชื่อของเขา
          คาลวินได้พบว่าสารประกอบชนิดแรกที่พบภายหลัง  CO2  เข้าไปในขบวนการ dark reaction  คือ กรดฟอสโฟไกลเซอริก (3 - phosphoglyceric acid) เป็นกรดที่มีคาร์บอน ๓ อะตอม (3-carbon atom-C3) ซึ่งต่อมาคำ "C3" ได้กลายเป็นชื่อกลุ่มของพืชที่สร้างกรดฟอสโฟไกลเซอริก ขบวนการนอกจากจะเรียกว่าพืช  C3 แล้ว ยังมีผู้นิยมเรียกพืชคาลวิน (Calvin plant) อีกด้วย  ตัวอย่าง พืช C3 ได้แก่ ข้าว  ข้าวสาลี  ถั่วเขียว  ถั่วเหลือง และถั่วลิสง เป็นต้น
          ในปี  ค.ศ. ๑๙๖๕ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในฮาวายนำโดยคอร์ตสชาค (Kortschak) ได้เสนอราย งานว่าในอ้อยนั้นสารประกอบชนิดแรกที่พบมิใช่กรดฟอสโฟไกลเซอริกตามที่รายงานโดยคาลวิน แต่เป็น  กรดมาลิก (malic acid)  ซึ่งมีคาร์บอน ๔ อะตอม (C4) การค้นพบ

ดังกล่าวนี้ได้รับการยืนยันโดย แฮทช์ (Hatch) และสแลค (Slack) ในปีต่อมา  หลังจากนั้น  นักวิทยาศาสตร์จึงได้พบว่ามีพืชอีกหลายชนิด  ที่มีขบวนการเช่นเดียวกับอ้อย และเรียกชื่อพืชกลุ่มนี้ว่า  พืช "C4" (C4 plant)  ตัวอย่างได้แก่ อ้อย ข้าวโพด  ข้าวฟ่างและผักโขม เป็นต้น  พืชพวกนี้มีความสามารถสูงกว่าพวก C3 ในแง่ของการใช้ปัจจัยเพื่อการเจริญเติบโต  โดยเฉพาะแสงแดดและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น
          การวัดอัตราการสังเคราะห์แสงอาจกระทำได้หลายวิธี  แต่ที่นิยมคือวัดอัตราการตรึงก๊าซ C14O2  ต่อหน่วยพื้นที่ใบต่อหน่วยเวลา 


ซึ่งมักจะเป็นนาที หรือชั่วโมง วิธีนี้นอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายสูงและไม่สะดวกแล้วยังใช้ไม่ค่อยได้ผล  โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นตัวเปรียบเทียบพันธุ์อ้อย ทั้งนี้เพราะอ้อยแต่ละพันธุ์มีพื้นที่ใบแตกต่างกัน  อีกวิธีหนึ่งคือการวัดน้ำหนักแห้งทั้งหมด (total dry matter)  ต่อหน่วยเวลา ซึ่งอาจเป็นสัปดาห์ เดือน หรือปี  อ้อยพันธุ์ใดให้น้ำหนักแห้งทั้งหมดมากกว่าในเวลาเท่ากัน ย่อมให้ผลผลิตมากว่าและการผลิตน้ำหนักแห้งทั้งหมดมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มพื้นที่ใบ
          อัตราการสร้างน้ำตาลของใบอ้อยมีมากน้อยเท่าไร จากการศึกษาในฮาวายพบว่าใบอ้อยที่มีพื้นที่ใบ ๕๗ ตารางเซนติเมตร สามารถสร้างน้ำตาล ๑ ช้อนชาในเวลา ๓๖ ชั่วโมง


                                                                                        

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น