1. นายจอมทัพ สารคุณ
2. ด.ช.อนุพงศ์ ทักษ์แก้ว
ครูที่ปรึกษา
1. น.ส.วิไล พงศ์ภัทรกิจ
2. น.ส.สุธารี โออินทร์
พื้นที่ที่จะใช้ปลูกยาง
ควรใช้ดินที่เหมาะแก่การปลูกยางจริง ๆ คือ ต้องเป็นดินร่วน ดินชั้นล่างต้องไม่เป็นหินดินดาน หรือลูกรังมากเกินไป หรือเป็นที่ทรายจัด หรือเป็นที่ลุ่มที่ขุดลงไปไม่เกิน ๑.๕ เซนติเมตรก็มีน้ำ หรือเป็นที่ที่น้ำท่วมในฤดูฝนเป็นเวลานานทุกปี ย่อมไม่เหมาะที่จะปลูกต้นยาง ควรจะปลูกพืชยืนต้นอย่างอื่นที่เหมาะกับสภาพของดินจะได้ประโยชน์มากกว่า
การปลูกสร้างสวนยางให้ได้ผลดี จำเป็นจะต้องศึกษาถึงวิธีปฏิบัติในการปลูก และการบำรุงรักษาสวนยางให้เข้าใจโดยตลอดเสียก่อน
การปลูกสร้างสวนยางให้ได้ผลดี จำเป็นจะต้องศึกษาถึงวิธีปฏิบัติในการปลูก และการบำรุงรักษาสวนยางให้เข้าใจโดยตลอดเสียก่อน
การเตรียมพื้นที่
จะต้องคำนึงถึงข้อสำคัญที่ควรระวัง ๓ ประการ คือ
(๑) หญ้าคา เป็นศัตรูสำคัญของต้นยางและพืชทุกชนิด จะต้องกำจัดให้หมดก่อนที่จะโค่นไม้ป่าหรือไม้ใหญ่ลง อาจทำได้โดยขุดเอารากออกหรือใช้ยาทำลาย ถ้าทิ้งไว้ทำลายภายหลังการโค่น หญ้าคาจะยิ่งเจริญงอกงามรวดเร็วขึ้น เพราะเป็นที่โล่งแจ้ง ปราศจากร่มเงา จะปราบยากลำบากยิ่งขึ้น ส่วนวัชพืชอย่างอื่นนั้นถ้าเอาไว้คลุมดิน หรือเอาไว้ป้องกันการพังทลายของดิน หรือป้องกันการชะล้างของน้ำฝนบ้างก็ได้ แต่จะต้องหวดให้ต่ำอยู่เสมอ อย่าให้สูงเกินกว่า ๕๐ เซนติเมตร และไม่ให้ลุกลามเข้าไปใกล้แนวปลูกต้นยาง วัชพืชทุกชนิดจะต้องอยู่ห่างจากต้นยางทุกด้านไม่น้อยกว่า ๑ เมตร แต่ถ้าปลูกพืชคลุมดินแทนวัชพืชได้จะเป็นประโยชน์มาก มิใช่จะสะดวกแก่การดูแลรักษาเท่านั้น แต่จะช่วยให้ดินได้รับความชุ่มชื้น และได้รับธาตุอาหารเพิ่มขึ้นอีกด้วย
(๒) ดินบน ย่อมมีประโยชน์แก่ต้นไม้มาก ถ้าใช้รถแทรกเตอร์ช่วยขุดโค่นและเตรียมดิน จะต้องระวังหน้าดินอย่าให้ถูกกลบเสียหายไปเสียเปล่า ๆ
(๓) แมลงและสัตว์ เช่น ปลวก เม่น ฯลฯ ที่จะกัดกินต้นยาง จำเป็นจะต้องหาทางป้องกันโดยไม่ทำให้สวนรกรุงรัง
(๑) หญ้าคา เป็นศัตรูสำคัญของต้นยางและพืชทุกชนิด จะต้องกำจัดให้หมดก่อนที่จะโค่นไม้ป่าหรือไม้ใหญ่ลง อาจทำได้โดยขุดเอารากออกหรือใช้ยาทำลาย ถ้าทิ้งไว้ทำลายภายหลังการโค่น หญ้าคาจะยิ่งเจริญงอกงามรวดเร็วขึ้น เพราะเป็นที่โล่งแจ้ง ปราศจากร่มเงา จะปราบยากลำบากยิ่งขึ้น ส่วนวัชพืชอย่างอื่นนั้นถ้าเอาไว้คลุมดิน หรือเอาไว้ป้องกันการพังทลายของดิน หรือป้องกันการชะล้างของน้ำฝนบ้างก็ได้ แต่จะต้องหวดให้ต่ำอยู่เสมอ อย่าให้สูงเกินกว่า ๕๐ เซนติเมตร และไม่ให้ลุกลามเข้าไปใกล้แนวปลูกต้นยาง วัชพืชทุกชนิดจะต้องอยู่ห่างจากต้นยางทุกด้านไม่น้อยกว่า ๑ เมตร แต่ถ้าปลูกพืชคลุมดินแทนวัชพืชได้จะเป็นประโยชน์มาก มิใช่จะสะดวกแก่การดูแลรักษาเท่านั้น แต่จะช่วยให้ดินได้รับความชุ่มชื้น และได้รับธาตุอาหารเพิ่มขึ้นอีกด้วย
(๒) ดินบน ย่อมมีประโยชน์แก่ต้นไม้มาก ถ้าใช้รถแทรกเตอร์ช่วยขุดโค่นและเตรียมดิน จะต้องระวังหน้าดินอย่าให้ถูกกลบเสียหายไปเสียเปล่า ๆ
(๓) แมลงและสัตว์ เช่น ปลวก เม่น ฯลฯ ที่จะกัดกินต้นยาง จำเป็นจะต้องหาทางป้องกันโดยไม่ทำให้สวนรกรุงรัง
ภายหลังที่ปราบหญ้าคาและได้โค่นไม้ใหญ่ลงหมดแล้ว ขั้นต่อไปจะ ต้องเตรียมดินขุดหลุมไว้ให้พร้อมที่จะปลูกได้ทันทีเมื่อถึงฤดูฝน
ในการเตรียมดินและขุดหลุม ควรพิจารณาถึงสภาพของพื้นที่เสียก่อนว่าเป็นที่ราบ หรือเป็นที่ควนเขาทางน้ำที่มีอยู่เดิมใช้ได้ดีหรือไม่ ถ้าเป็นที่ราบปัญหาก็มีเพียงแต่การทำลำรางระบายน้ำเท่านั้น ถ้าเป็นที่ควนเขาหรือเป็นที่เนินลาด จะต้องหาวิธีป้องกันมิให้ฝนชะล้างดินด้วย โดยทำหรือแต่งที่ควนเขาให้เป็นขั้น ๆ คล้ายกับขั้นบันได (terrace) บนขั้นจะมีชานดินกว้างไม่น้อยกว่า ๑.๕ เมตร พอที่จะปลูกต้นยางให้เติบโตได้เต็มที่ ถ้าเป็นที่ลาดเอียงน้อย ควรจะทำคูและคันขวางดักน้ำไว้เป็นระยะ ๆ
ในทางปฏิบัติที่ดีในเนื้อที่ ๑ ไร่ ควรจะมีต้นยางที่ได้ขนาดกรีดแล้วเพียงไร่ละประมาณ ๕๐-๕๕ ต้น ในการปลูกจำเป็นต้องปลูกเผื่อต้นตายหรือต้นแคระแกร็นไว้ด้วย ฉะนั้น ในการกะระยะปลูกควรคำนึงถึงจำนวนต้น และคำนึงถึงความเจริญของต้นยาง อย่าให้เบียดกันจนเป็นเหตุให้ต้นแคระแกร็น ถ้าปลูกด้วยต้นกล้าจะต้องปลูกให้ได้ไร่ละประมาณ ๘๐ ต้น เพราะต้นกล้าแม้ว่าจะเป็นเมล็ดจากต้นพันธุ์ดีเพียงใดก็ตาม ย่อมจะมีต้นอ่อนแอ และอาจเป็นเมล็ดที่ถูกผสมกับต้นอื่น จึงต้องปลูกเผื่อไว้เล็กน้อย และถ้าปลูกด้วยตอติดตา หรือต้นติดตา หรือจะติดตาในแปลงภายหลัง ต้นที่ใช้ปลูกเหล่านี้เป็นพันธุ์แท้ ไม่กลาย จะปลูกเพียงไร่ละประมาณ ๗๐ ต้น เท่านั้นก็พอ
(๑) ถ้าเป็นพื้นที่ราบ ควรปลูกแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยใช้ระยะให้ใกล้กับสี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น ๔ x ๕ เมตร ๔.๕ x ๕ เมตร ๓.๕ x ๖ เมตร ถ้าต้องการปลูกพืชเพื่อหารายได้ชั่วคราวระหว่างแถวยาง หรือเป็นที่ที่มีฝนชุก ต้องการให้เปลือกต้นยางแห้งเร็ว จะใช้ระยะตามข้อ (๒) ก็ได้ ระยะตามข้อ (๒) ถ้าใช้ในที่ราบเรียกว่า ปลูกแบบถนน ถ้าไม่ต้องการปลูกพืชเพื่อหารายได้หรือไม่มีวัตถุประสงค์อย่างอื่นแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะใช้ระยะตามข้อ (๒) เพราะจะทำให้เกิดภาระ
ในการปราบวัชพืชเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น การที่เปิดช่องไว้กว้างจะทำให้รับลมมากเกินไป ถ้ามีลมแรงหรือพายุ ต้นยางอาจหักหรือโค่นลงได้
(๒) ถ้าเป็นที่ควนเขาหรือที่ลาด ควรใช้ระยะระหว่างต้นให้ถี่ และระยะระหว่างแถว คือ ชานดินที่เป็นขั้น ๆ ให้ห่าง เพื่อให้จำนวนขั้นบันไดน้อยลง โดยใช้ระยะ ๒.๕ x ๙ เมตร ๓ x ๗ เมตร หรือ ๓ x ๘ เมตร
(๓) ถ้าเป็นสวนยางขนาดเล็ก เช่น สวนยางขนาดเนื้อที่ไม่เกิน ๕ x ๖ ไร่ ต้องการจะอาศัยปลูกพืชอื่นเก็บกินเป็นการถาวรทุก ๆ ปี เช่น พืชล้มลุกหรือพืชอายุนานแต่เป็นต้นเล็ก ๆ เช่น กล้วย พริก สับปะรด ในกรณีนี้ จะปลูกต้นยางโดยใช้แบบรั้วแถวเดียวก็ได้ แต่ละแถวให้ห่างกันประมาณ ๑๔ เมตร และต้นยางแต่ละต้นต้องปลูกห่างกันเพียง ๒ เมตร หรือจะใช้แถวคู่ก็ได้ แต่ต้องให้ระยะแถวคู่แต่ละคู่ห่างกัน ๑๖-๑๘ เมตร และ แถวคู่ทุก ๆ แถว ต้องปลูกต้นยางเป็นรูป ฟันปลาห่างกัน ๒.๕ x ๔ เมตร การปลูกแบบรั้วแถวคู่โดยใช้ระยะดังกล่าวนี้ อาจจะแก้ปัญหาต้นยางเอียงออกได้ดีขึ้น
การใช้ระยะปลูกต้นยางตามข้อ (๓) เป็นแบบที่ไม่ดีนัก เพราะเป็นแบบที่ต้นยางอยู่ชิดกันเกินไป และเป็นแบบที่ปล่อยที่ดินให้โล่งแจ้ง ถูกแดดแผดเผามาก วัชพืชเจริญรวดเร็ว ถ้าไม่ใช้ที่ดินที่ว่างอยู่นี้ให้เกิดประโยชน์เป็นการถาวรแล้ว ไม่ควรใช้ระยะปลูกแบบนี้ นอกจากปรากฏข้อเสียดังกล่าวแล้ว การปลูกแบบนี้ยังปลูกต้นยางได้น้อยต้น คือ ปลูกได้ไร่ละประมาณ ๕๐-๖๐ ต้น เท่านั้น และถ้าปลูกแถวคู่ ต้นยางอาจจะไม่สมบูรณ์เต็มที่และลำต้นมักจะเอียงออก ฉะนั้น ก่อนที่จะปลูกแบบนี้ จะต้องคิดให้รอบคอบก่อนว่า จะใช้ที่ดินที่ว่างปลูกอะไรแน่ และพืชที่จะปลูกนั้นจะได้ผลช่วยให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่จะปลูกต้นยางอย่างเดียวหรือไม่
ในการเตรียมดินและขุดหลุม ควรพิจารณาถึงสภาพของพื้นที่เสียก่อนว่าเป็นที่ราบ หรือเป็นที่ควนเขาทางน้ำที่มีอยู่เดิมใช้ได้ดีหรือไม่ ถ้าเป็นที่ราบปัญหาก็มีเพียงแต่การทำลำรางระบายน้ำเท่านั้น ถ้าเป็นที่ควนเขาหรือเป็นที่เนินลาด จะต้องหาวิธีป้องกันมิให้ฝนชะล้างดินด้วย โดยทำหรือแต่งที่ควนเขาให้เป็นขั้น ๆ คล้ายกับขั้นบันได (terrace) บนขั้นจะมีชานดินกว้างไม่น้อยกว่า ๑.๕ เมตร พอที่จะปลูกต้นยางให้เติบโตได้เต็มที่ ถ้าเป็นที่ลาดเอียงน้อย ควรจะทำคูและคันขวางดักน้ำไว้เป็นระยะ ๆ
ในทางปฏิบัติที่ดีในเนื้อที่ ๑ ไร่ ควรจะมีต้นยางที่ได้ขนาดกรีดแล้วเพียงไร่ละประมาณ ๕๐-๕๕ ต้น ในการปลูกจำเป็นต้องปลูกเผื่อต้นตายหรือต้นแคระแกร็นไว้ด้วย ฉะนั้น ในการกะระยะปลูกควรคำนึงถึงจำนวนต้น และคำนึงถึงความเจริญของต้นยาง อย่าให้เบียดกันจนเป็นเหตุให้ต้นแคระแกร็น ถ้าปลูกด้วยต้นกล้าจะต้องปลูกให้ได้ไร่ละประมาณ ๘๐ ต้น เพราะต้นกล้าแม้ว่าจะเป็นเมล็ดจากต้นพันธุ์ดีเพียงใดก็ตาม ย่อมจะมีต้นอ่อนแอ และอาจเป็นเมล็ดที่ถูกผสมกับต้นอื่น จึงต้องปลูกเผื่อไว้เล็กน้อย และถ้าปลูกด้วยตอติดตา หรือต้นติดตา หรือจะติดตาในแปลงภายหลัง ต้นที่ใช้ปลูกเหล่านี้เป็นพันธุ์แท้ ไม่กลาย จะปลูกเพียงไร่ละประมาณ ๗๐ ต้น เท่านั้นก็พอ
(๑) ถ้าเป็นพื้นที่ราบ ควรปลูกแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยใช้ระยะให้ใกล้กับสี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น ๔ x ๕ เมตร ๔.๕ x ๕ เมตร ๓.๕ x ๖ เมตร ถ้าต้องการปลูกพืชเพื่อหารายได้ชั่วคราวระหว่างแถวยาง หรือเป็นที่ที่มีฝนชุก ต้องการให้เปลือกต้นยางแห้งเร็ว จะใช้ระยะตามข้อ (๒) ก็ได้ ระยะตามข้อ (๒) ถ้าใช้ในที่ราบเรียกว่า ปลูกแบบถนน ถ้าไม่ต้องการปลูกพืชเพื่อหารายได้หรือไม่มีวัตถุประสงค์อย่างอื่นแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะใช้ระยะตามข้อ (๒) เพราะจะทำให้เกิดภาระ
ในการปราบวัชพืชเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น การที่เปิดช่องไว้กว้างจะทำให้รับลมมากเกินไป ถ้ามีลมแรงหรือพายุ ต้นยางอาจหักหรือโค่นลงได้
(๒) ถ้าเป็นที่ควนเขาหรือที่ลาด ควรใช้ระยะระหว่างต้นให้ถี่ และระยะระหว่างแถว คือ ชานดินที่เป็นขั้น ๆ ให้ห่าง เพื่อให้จำนวนขั้นบันไดน้อยลง โดยใช้ระยะ ๒.๕ x ๙ เมตร ๓ x ๗ เมตร หรือ ๓ x ๘ เมตร
(๓) ถ้าเป็นสวนยางขนาดเล็ก เช่น สวนยางขนาดเนื้อที่ไม่เกิน ๕ x ๖ ไร่ ต้องการจะอาศัยปลูกพืชอื่นเก็บกินเป็นการถาวรทุก ๆ ปี เช่น พืชล้มลุกหรือพืชอายุนานแต่เป็นต้นเล็ก ๆ เช่น กล้วย พริก สับปะรด ในกรณีนี้ จะปลูกต้นยางโดยใช้แบบรั้วแถวเดียวก็ได้ แต่ละแถวให้ห่างกันประมาณ ๑๔ เมตร และต้นยางแต่ละต้นต้องปลูกห่างกันเพียง ๒ เมตร หรือจะใช้แถวคู่ก็ได้ แต่ต้องให้ระยะแถวคู่แต่ละคู่ห่างกัน ๑๖-๑๘ เมตร และ แถวคู่ทุก ๆ แถว ต้องปลูกต้นยางเป็นรูป ฟันปลาห่างกัน ๒.๕ x ๔ เมตร การปลูกแบบรั้วแถวคู่โดยใช้ระยะดังกล่าวนี้ อาจจะแก้ปัญหาต้นยางเอียงออกได้ดีขึ้น
การใช้ระยะปลูกต้นยางตามข้อ (๓) เป็นแบบที่ไม่ดีนัก เพราะเป็นแบบที่ต้นยางอยู่ชิดกันเกินไป และเป็นแบบที่ปล่อยที่ดินให้โล่งแจ้ง ถูกแดดแผดเผามาก วัชพืชเจริญรวดเร็ว ถ้าไม่ใช้ที่ดินที่ว่างอยู่นี้ให้เกิดประโยชน์เป็นการถาวรแล้ว ไม่ควรใช้ระยะปลูกแบบนี้ นอกจากปรากฏข้อเสียดังกล่าวแล้ว การปลูกแบบนี้ยังปลูกต้นยางได้น้อยต้น คือ ปลูกได้ไร่ละประมาณ ๕๐-๖๐ ต้น เท่านั้น และถ้าปลูกแถวคู่ ต้นยางอาจจะไม่สมบูรณ์เต็มที่และลำต้นมักจะเอียงออก ฉะนั้น ก่อนที่จะปลูกแบบนี้ จะต้องคิดให้รอบคอบก่อนว่า จะใช้ที่ดินที่ว่างปลูกอะไรแน่ และพืชที่จะปลูกนั้นจะได้ผลช่วยให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่จะปลูกต้นยางอย่างเดียวหรือไม่

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น